ถ้ารูปสตรีพนมมือ คือสาวกของพระศิวะ ?

 


1. காரைக்கால் அம்மையார் กาไรก์กาล อัมไมยารเป็นนักบุญหญิงผู้เกิดในศตวรรษที่ 5 เป็นลูกสาวของพ่อค้าและภรรายาของ பரமதத்தன்  ปรมทัตตัน  (ปรมทัตตะ + อัน แสดงเพศชาย) นางเป็นลูกสาวของพ่อค้าใหญ่ (วรรณะวรรณะไวศยะ /แพศย์) เป็น 1 ในสามของสตรีผู้เป็นสาวกที่มีชื่อเสียงของพระศิวะที่เรียกว่า  நாயன்மார் นายันมาร คือ สาวก 63 ตนของพระศิวะ มีการรวบรวมรายชื่อในช่วง ศตวรรษที่ 6 - 8

( นายัน - นาย + อัน แสดงเพศชาย แปลว่า สุนัข + มาร คือ กามเทพ หรือ พระศิวะ แปลได้สองอย่างคือ ถ้าเป็นคำยืมสันสกฤต ครูของพระศิวะ  หรือแปลตามคำภาษาทมิฬ  สุนัขของพระศิวะ ปล. มารัน – กามเทพ คือ มารฺ+อัน แสดงเพศชาย)

2. கையர்க்கரசியார்       เป็นนางกษัตริย์ (วรรณะกษัตริย์) ได้เป็นราชินีของพระราชา கூன் பாண்டியன் (นักวิชาการเชื่อว่าคือ அரிகேசரி மாறவர்மன் อริดกสริมาระวัรมัน / பராங்குஶ ปรางกุศะ ประมาณ ค.ศ. 640–690) แห่งเมืองมะดุไร (மதுரை) ราชวงศ์ ปาณเฑียร (பாண்டியர் ปาณฺฑิยรฺ) ที่หันไปศรัทธาศาสนาเชนและเริ่มกวาดล้างชาวฮินดู นางจึงได้ปรึกษาเสนาบดีชาวฮินดูไศวนิกาย และให้เขาไปเชิญมหากวีนักบุญ அப்பர் (อัปปัร-ท่านคุณพ่อ ศตวรรษที่ 4-6 แต่งเพลงบูชาพระศิวะ 4,900 บท) กับ (สัมพันธัร-ท่านสัมพันธ์ แต่งเพลงบูชาพระศิวะ 16,000 บท) ผู้เป็น நால்வர் (นาลวัร- 4 พร หรือ 4 ประเสริฐ คือ มหาสาวก 2 ใน 4 คนสำคัญที่สุดในกลุ่มนายันมารทั้ง 63 คน) มารักษาหลังค่อมของพระสวามีทำให้ท้าวกูน ปาณฑิยัน แห่งมะดุไร หันกลับมานับถือฮินดู นางไกยัรก์กรสิยาร์ เป็นราชินีในอุดมคติของชาวฮินดู ผู้นับถือไศวนิกาย

3. இசைஞானியார் เป็นนางพราหมณ์ (วรรณะพราหมณ์) เป็นภรรยาของ சடைய நாயனார் (สไดยะ นายะนาร หรือ சடையனார் สไดยาร) นักบุญในไศวนิกาย และทั้งสองต่างก็เป็นแม่และพ่อของมหากวีนักบุญ சுந்தரர்  (สุนทรัร – ท่านสุนทร ประมาณศตวรรษที่ 8 เป็น 1 ใน 4 ของ நால்வர் [นาลวัร- 4 พร หรือ 4 ประเสริฐ ]  ผู้แต่งติรุมุไรบที่ 7 ของเตวารัม ที่เป็นบทที่มีผู้แต่งเป็นเพลงขับร้องมากที่สุด) ทำให้นางพราหมณ์ได้ถูกพูดถึงและยกย่องดังพระราชินีในบทสวดที่พูดถึงนายันมารด้วย

โดย காரைக்கால் அம்மையார் กาไรก์กาล อัมไมยาร เป็นสาวกสตรีที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดในกลุ่มสตรีผู้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม நாயன்மார் นายันมาร 63 ตน (แต่ไม่จัดอยู่ใน 4 มหาสาวกในกลุ่มนายันมารดังกล่าว) โดยมีตำนานว่า นางกาไรก์กาล เป็นที่โปรดปรานของพระศิวะมากขนาดที่พระศิวะประสาทผลไม้แห่งปัญญา หรือมะม่วงให้นาง แต่ส่วนใหญ่รูปปั้นของนางจะเป็นรูปหญิงชรานมยานนั่งที่ฉิ่ง ஜாலர் (ชะลัร หรือ நட்டுவாங்கம் தாளம் นาฏฏุวางคัม ตาลัม)  หรือ กรับเสภาอินเดียที่ติดฉิ่งไว้เรียกว่า கர்தல் (กัรตัล)  ขณะที่โคนนทิตีกองแขก และพระศิวะเต้นรำปางนาฏราช ปราฏภาพสลักของนางกาไรก์กาลในศิลปะเขมร ที่โคปุระหรือหน้าบรรณของปราสาทบันทายศรี  (បន្ទាយស្រី บัน-เตีย-ไสร) ที่ตั้งอยู่ทางทิศอีสานของเมืองเสียมเรียบประเทศกัมพูชา

4. ஔவையார் (เอาไวยารฺ) แต่เดิมเป็นเจ้าหญิงแสนงดงามของกษัตริย์อินเดียใต้โบราณ ซึ่งพระบิดาและพระมารดาของพระองค์ ปรารถนาจะให้พระนางแต่งงานแต่เจ้าหญิงเอาไวยารฺไม่ต้องการใช้ชีวิตคู่แบบคนทั่วไปเพราะเจ้าหญิงต้องการแสวงหาชีวิตที่สงบอย่างนักบุญทั้งหลาย ดังนั้นเธอจึงขอพรให้ตนแก่ทันทีจากพระเจ้า (จะได้ข้ามไปสู่วัยที่เป็นสันยาสีทันที)และพระเจ้าก็ประทานพรให้เจ้าหญิงกลายเป็นแม่เฒ่าผู้ทรงภูมิปัญญาทันทีเช่นกันหลังจากที่ไม่ต้องแต่งงาน เอาไวยารฺ ก็แสวงบุญไปทุกที่ เพื่อแสดงสุภาษิตสอนใจให้คนทั้งหลายฟัง ซึ่งสุภาษิตเหล่านั้นเป็นบทกวีที่ลึกซึ้งแต่แต่เรียบง่าย แสดงความจริงของชีวิต

โดยเรื่องราวของเอาไวยารที่สำคัญเช่นตอนที่พระสกันธกุมารแปลงเป็นเด็กน้อยเก็บผลไม้ร้อนหรือเย็นเพื่อสนทนาธรรมกับเอาไวยาร


5. செம்மனசெல்வி (เซมมะนะเซลวี) เป็นแม่เฒ่า ผู้ศรัทธาต่อพระศิวะแห่งเมืองมะถุไร ในสมัยของท้าว அரிமர்த்தன பாண்டியன் อริมัรต์ตนะ ปาณฑิยัน มีพายุหนักและทำให้แม่น้ำ வைகை (ไวไก) ล้นขึ้นมาเกิดน้ำท่วมใหญ่ พระองค์จึงเกณฑ์ชาวบ้านให้ทำเขื่อนกั้นแม่น้ำ แต่ แม่เฒ่าเซมมะนะเซลวี ผู้มีอาชีพขาย புட்டு (ปุฏฏุ – ข้าวหลามแป้งข้าวทุบ) เป็นคนยากจน และร่างกายอ่อนแอไม่มีแรงไปสร้างเขื่อน กลัวพระราชอาญาจึงไปไหว้พระศิวะและวิงวอนขอความช่วยเหลือ ดังนั้นพระศิวะจึงแปลงร่างเป็นชายหนุ่มมาอาสาสร้างเขื่อนในส่วนที่เป็นของนางให้ด้วยค่าแรงที่เป็นเพียงข้าวหลามที่นางขายทำให้กินเท่านั้น  แต่วันหนึ่งหัวหน้างานมาตรวจงานเห็นว่า ชายหนุ่ม (อวตารพระศิวะ) หลับอยู่ไม่ได้ทำงานกลัวว่าเขื่อน โกรธจึงฟ้องท้าวอริมัรต์ตัน (அரிமர்த்தன்) ท้าวอริมัรต์ตันเสด็จมาด้วยความโกรธแล้วให้ลงโทษชายหนุ่มคนนั้น ทันใดก็มีวิมานราชรถลอยลงมาจากสวรรค์รับแม่เฒ่าเซมมะนะเซลวีขึ้นสวรรค์ไปพร้อมกับหนุ่มคนนั้นที่เปิดเผยความจริงว่าเป็นพระศิวะแล้วบรรดาลให้พายุฝนหยุดตก

6. พระอุมาเทวี ปาง சிவகாமி (ศิวกามี:  นางผู้เป็นกาม หรือที่รักของพระศิวะ) ในตำนานเมื่อสิวะเต้นรำจะมีเจ้าแม่เต้นรำด้วย ถ้าเป็นเจ้าแม่ศักติปางเป็นกาลี ก็จะเป็น กาลี ศิวตาณฑวะ ถ้าเป็นทุรคาเทวี ก็เป็น ทุรคา ศิวตาณฑวะ เป็นต้น แต่ในทางประติมานวิทยา ถ้ามีรูปพระศิวะเต้นรำ แต่มีเจ้าไม่ยังไม่ได้เต้นรำด้วย พระนางจะยืนถือดอกไม้เฉย ๆ ข้างจะเรียกว่า “นางศิวกามี” (อ่าน นาง-ซิ-วะ-กาม-มี) โดยในตำนานพระศิวะจะเป็น “นิรคุณ” (ธรรมะ กับเวทมนต์)ไม่ปรากฏรูป ทุกเช้าเจ้าแม่ปารวตีจะทำการบูชาเพื่อให้พระศิวะกลายเป็น “สคุณ” ปรากฏรูปเป็น พระอิศวร (รูปสตรีไหว้อาจจะเป็นรูปพระแม่อุมาก็ได้)



7. นางอัปสร (அப்சரா) เป็นเพื่อนและสาวใช้ของนางปารวตี มักร่วมเต้นรำ ปวงสรวงพระศิวะ พร้อมกับเหล่าเทพคณะ (เทพแคระผู้รับใช้พระศิวะ บนเขาไกลาส มีโคนนทิเป็นหัวหน้า และอยู่ใต้การดูแลของพระคเณศผู้ได้ชื่อว่า คณบดี)

ปล. นางอัปสรที่มีเชื่อเสียงที่เป็นเพื่อนและบริวารของพระอุมา เช่น

1) นางอัปสรมธุ (อดีตชาตินางมณโฑ) ได้แอบกิ๊กกับพระศิวะ นางปารวตีไปธุระกับบ้านมาจับได้ว่ามีขี้เถ้าบนตัวของพระศิวะติดอยู่บนหน้าอกของนางอัปสรมธุ โกรธเลยสาปให้นางเป็นนางกบ 14 ปี พระศิวะเลยให้พรว่าเมื่อครบ 14 ปีนางจะได้กลับคืนเป็นสาวงามและได้แต่งงานกับมหาบุรุษผู้ปกครอง 3 โลก ครบ 14 ปีนางได้พ้นสาปได้คืนเป็นคน ได้ถูกมายาอสูร มาพบและรับไปเป็นลูกสาวบุญธรรมให้ชื่อว่านาง “มนโททรี” และต่อมานางได้แต่งงานกับราวณะ ลังกาบดี (ทศกัณฐ์) ที่เป็นผู้ปกครอง 3 โลกในเวลานั้น แล้วเป็นผู้ให้กำเนิดเมฆนาถ (อินทรชิต)

2) นางอัปสรรัมภา ปฐมาจารย์ของโอดิซซีแดนซ์ ตำนานว่า พระคเณศเรียนเต้นรำกับพระศิวะจากนั้น พระองค์ก็ถ่ายทอดการเต้นรำให้กับนางอัปสรรัมภา แล้วนางอัปสรรัมภาก็ถ่ายถอดการให้รำให้กับเหล่า மகாரி (มหารี) ผู้เป็นเหมือนนางเทวทาสีหรือสตรีศักดิ์สิทธิ์ (ภรรยาของพระเจ้าที่ถือพรหมจรรย์)แห่งรัฐโอริศา จนสมัยต่อมามีการห้ามผู้หญิงเต้นรำ (ยุคเสื่อมพวกเทวทาสีเริ่มขายบริการให้ผู้ชาย) จนถึงสมัยปัจจุบันที่เต้นรำได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย (ยุคฟื้นฟูเผยแพร่การเต้นรำเน้นในหมู่สตรีชั้นสูง) ทำให้เกิดการเต้นรำสไตล์โอดีสซีแดนซ์

8) นางกษัตริย์ เจ้าหญิงขอม หรือบุคคลในตำนานพื้นบ้าน ก็เป็นไปได้เพราะว่ารูปปั้นเทวดานางฟ้า จะกลายเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์หรือตำนานท้องถิ่นเองด้วย ตามความนิยมการสร้างรูปปั้นกษัตริย์ขอมโบราณอย่างรูปปั้นพระนางอินทรเทวี (ឥន្ទ្រទេវី มีชีวิตอยู่ช่วง ค.ศ. 1181 เป็นมเหสีของพระชัยวรมันที่ 7 ค.ศ. 1181-1219) พนมมือ ฯลฯ



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

தாயும் தமிழும் ஒலிப்பு

Local vegetables of indigenous people (ASEAN-Thai+India)

ว่าวในเทศกาลโปงเคิลของทมิฬ-ศรีลังกัน (จาปป์น่า)